ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของผักตบชวา

ผักตบชวาเป็นพืชพื้นเมืองของทวีอเมริกาใต้ เข้าใจว่ามีการกำเนิดอยู่ในประเทศ บราซิลแม้ว่าในปัจจุบันผักตบชวาจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่เอกสารทางพฤกศาสตร์ไม่ได้เคยมีบันทึกเรื่องผักตบชวาเลย จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2367 เมื่อนักพฤกษศาสตร์และนายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Karl von Martius ได้ไปพบเข้าในขณะที่ทำการสำรวจพันธุ์พืชในบราซิล ในประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ผักตบชวาไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ให้แก่วงการต่างๆ เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าในถิ่นกำเนิดของมัน มีศัตรูธรรมชาติเช่น แมลง โรค และศัตรูอื่นๆ คอยควบคุมการระบาดอยู่แล้ว แต่เมื่อถูกนำไปจากถิ่นกำเนิดซึ่งปราศจากศัตรูธรรมชาติ ผักตบชวาจึงเจริญเติบโตออย่างรวดเร็วและถึงขั้นทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้
ประวัติการแพร่กระจายของผักตบชวา จากถิ่นเดิมในอเมริกาใต้ไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ในชั่วระยะเวลาไม่ถึง 100 ปีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เท่าที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ผักตบชวาได้ถูกนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น นำไปแสดงในงานนิทรรศการฝ้าย (Cotton State Exposition) ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริการเมื่อปี 2427 โดยการไปเก็บมาจากแม่น้ำโอริโนโกในประเทศเวนีซูเอลาในทวีปอเมริกาใต้ แล้วแจกเป็นของที่ละลึกแกบุคคลสำคัญที่มาเที่ยวชมคนละต้น หลังจากงานนั้น 11 ปี แม่น้ำเซ็นต์จอห์น ในรัฐฟลอริดาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนิวออร์ลีนส์ไปทางใต้ถึง 600 ไมล์ เกิดมีแพผักตบชวายาวถึง 100 ไมล์ และคลุมบริเวณห่างจากฝั่งไป 200 ฟุต แพผักตบชวาเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของโรงเลื่อย เพราะซุงไม่สามารถจะลอยเข้าไปยังโรงเลื่อยได้ จนในที่สุด รัฐฟลอริดาได้ร้องเรียงไปยังรัฐสภาเพื่อขอความช่วยเหลือในด้านการป้องกันกำจัดผักตบชวา
ในปี 2424 ชาวดัทซ์ที่ปกครองประเทศอินโดนีเซียได้นำผักตบชวา ซึ่งขณะนั้นมีปลูกกันเฉพาะในสวนพฤกษชาติในหลายประเทศในทวีปยุโรป เข้ามายังประเทศอินโดนีเซียเพราะผักตบชวามีดอกสีฟ้าเป็นช่อตั้งสวยงามคล้ายคลึงกับดอก hyacinth ซึ่งเป็นไปประดับของประเทศในเขตอบอุ่น คำว่า water hyacinth อันเป็นชื่อสามัญภาษาอังกฤษของผักตบชวา ก็ถือกำเนิดมาจากคำนี้เอง เมื่อแรกนำเข้าก็ได้ปลูกเลี้ยงไว้อย่างดีในสวนพฤกษชาติที่เมืองโบกอร์ แต่ต่อจากนั้นไม่นาน ก็แพร่กระจายไปตามลำน้ำต่างๆ อย่างรวดเร็ว
ในปี 2444 ได้มีการนำผักตบชวาจากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาลูกในวังสระประทุมเพราะเห็นว่าดอกผักตบชวาสวยงามสามารถใช้ประดับสระน้ำได้ดี แต่ภายหลังเกิดน้ำท่วมวังสระปทุม ผักตบชวาหลุดลอยออกไปสู่ลำคลองภายนอก แล้วเริ่มระบาดไปตามที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว จนถึงปี 2456 จึงได้มีพระราชบัญญิตสำหรับกำจัดผักตบชวาออกมา

คุณลักษณะของผักตบชวา

ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) เป็นพืชที่เจริญอยู่บนผิวน้ำ จัดเป็นประเภทลอยน้ำ (floating plant) โดยปกติรากจะไม่ยึดติดกับพื้นดิน จึงถูกกระแสลมหรือน้ำพัดพาไปได้ไกลๆ แต่ถ้าน้ำตื้นแล้ว รากจะหยั่งยึดติดกับพื้นดินได้ ลักษณะทรงต้น ประกอบด้วยกลุ่มของใบเรียงกันเป็นกระจุก ในต้นหนึ่งๆ จะมีใบตั้งแต่สองใบขึ้นไป ที่โคนก้านใบจะมีกาบใบ (sheath) ลักษณะเป็นเยื่อบางๆ สีขาวแกมเขียวอ่อนๆ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล บริเวณของกาบใบ เป็นสีน้ำตาลแกมม่วง จะเชื่อมติดต่อกันโดยมีไหล (stolon) ซึ่งเป็นลำต้นที่ทอดไปตามผิวน้ำช่วยในการขยายตัวของผักตบชวาให้เพิ่มขึ้น ต้นหนึ่งๆ ของผักตบชวาจะมีไหลแตกออกไปได้หลายอัน เมื่อไหลแตกออกไปแล้ว ก็จะเจริญขึ้นเป็นต้นใหม่ แต่ยังติดกับต้นเดิมอยู่และเกิดเป็นกอขึ้น พร้อมทั้งมีรากเกิดขึ้น รากของผักตบชวาเป็นแบบรากฝอย (fibrous root) คือ มีรากย่อยๆ เป็นกระจุก รากที่แทงออก จะมีลักษณะอวบ สีขาว เมื่อมีอายุมาขึ้นจึงจะมีรากขนอ่อน (root hair) ที่มีสีน้ำตาลอ่อน และเมื่อแก่ รากขนอ่อนนี้จะเป็นสีน้ำตาลแก่จนถึงสีดำ ความยาวของรากจะแตกต่างกันไป บางเส้นก็ยาวเกือบถึงหนึ่งเมตร (60-90 ซม.)
ใบ เป็นแบบใบเดี่ยว (simple leaf) ประกอบด้วย แผ่นใบ (blade) และก้านใบ (petiole) แผ่นใบมีลักษณะคล้ายรูปไต (reniform) หรือคล้ายรูปหัวใจ (cordate) มักมีความกว้างมากกว่ายาว หรือเกือบจะเท่าๆ กัน เมื่อยังอ่อน ปลายใบมักจะมน แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น ปลายใบจะแหลม มีสีเข้มขึ้น ขอบใบเรียบ ระบบส้นใบ (venation) ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและอาหาร เป็นแบบเส้นใบขนาน ก้านใบมีลักษณะกลม เรียบ อวบน้ำถ้าต้นผักตบชวาเจริญอยู่ห่างๆ กัน ลำต้นจะเล็กและก้านใบมักจะพองออกเป็นทุ่นลอยน้ำ (ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า buoyancy leaf) แต่ถ้าผักตบชวาเจริญอยู่ในที่เบียดชิดกันมาก โดยเฉพาะในน้ำนิ่ง ก้านใบจะไม่พอง นอกจากนั้น ก้านใบยังยาวมาก บางแห่งพบว่ายาถึงหนึ่งเมตรก็มี การเกิดใบอ่อน จะเกิดตรงกลางกอ โดยแผ่นใบของใบอ่อนจะม้วนหุ้มรอบโคนก้านใบใกล้เคียง และมีากบใบบางใหุ้มรอบอีกทีหนึ่ง ปลายกาบใบนี้ จะมีลักษณะคอดแล้วบาน ขอบหยักเล็กน้อย เป็นเยื่อบางๆ เมื่อใบอ่อนโตขึ้น ก้านใบก็จะยายขึ้น ดันกาบใบที่ห่อหุ้มนั้นออก แผ่นใบก็จะค่อยคลี่เป็นอิสระจากโคนก้านใบเดิม ในระยะแรกใบจะมีสีเขียวอ่อน ต่อไปจะมีสีเขียวเข้มขึ้น กาบใบนั้นก็จะคงติดอยู่ตรงโคนก้านใบ
ดอก ผักตบชวามีดอกสีฟ้าสวยงามมาก ดอกออกเป็นช่อ ไม่มีก้านดอก (spike) ในช่อหนึ่งๆ จะมีจำนวนดอกแตกต่างกันไป ถ้าช่อดอกเล็ก ก็จะมีดอกประมาณ 4-5 ดอก ถ้าช่อดอกใหญ่ อาจจะมีจำนวนดอกเพิ่มขึ้นจนถึง 60 ดอก ช่อดอกจะเกิดบริเวณกลางๆ ต้นการเกิดของช่อดอก มีลักษณะคล้ายกับการเกิดใบ คือที่โคนก้านจะมีกาบใบบางๆ หุ้มไว้และที่ปลายก้านมีแผ่นใบเล็กๆ เกิดขึ้นด้วย ช่อดอกจะเจริญมาจากโคน ก้านใบเล็กๆ นี้ โดยที่ใบครึ่งแรกจะมีกาบใบบางๆ หุ้มช่อดอกไว้ที่หนึ่ง และมีกาบใบอีกอันหุ้มโคนก้านใบไว้ เมื่อช่อดอกเจริญขึ้น ก้านช่อดอกจะค่อยๆ ยาว พองใหญ่ขึ้น ทำให้ภายในที่หุ้มก้านช่อดอกกับก้านใบขาดออก และเมื่อก้านช่อดอกเจริญมากขึ้น ก็จะดันกาบใบด้านในขาด ก้านช่อดอก (peduncle) ก็แทงชูช่อดอกเจริญโผล่ขึ้นมาก โดยมีใบเล็กๆ ที่ปลายก้านใบ และภายในทำหน้าที่เป็นใบประดับ (bract) รองรับช่อดอกอีกทีหนึ่ง เมื่อเจริญเต็มที่แล้วดอกมักจะบานพร้อมกันหมดทั้งช่อ โดยจะค่อยๆ บานตั้งแต่แสงอาทิตย์เริ่มส่องแสง แล้วก็จะบานเต็มที่เมื่อแสงแดดส่องจ้า ดอกจะบานเพียง 1 วัน หลังจากนั้น กลีบดอกก็จะหุบเหี่ยวขดเป็นเกลียว แล้วก้านช่อดอกก็จะโค้งงอลงสู่พื้นน้ำ ผักตบชวาต้นหนึ่งๆ จะมีดอกได้หลายช่อ โดยจะทะยอยกันออกดอก ดอกแต่ละดอก ประกอบด้วยกลีบดอก 9perianth) 6 กลีบ ปลายกลีบแยกเป็นแฉก มีขนาดแตกต่างกัน ส่วนโคนกลีบจะติดกันเป็นหลอด (tube) มีสีเขียว หลอดนี้จะติดไปถึงก้านช่อดอก ส่วนกลีบรวมนั้น จะเป็นสีม่วงอ่อน มีกลีบอันหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกาล ขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่น มีแต้มสีเหลืองทับอยู่บนสีม่วง ทำให้ดอกมีสีสันสวยงามมาก นอกจากนี้ ยังมีเกสรตัวผู้ (stamen) 6 อัน สั้น 3 ยาว 3 ติดอยู่ที่ตอนล่างของกลีบดอก อับเกสรตัวผู้ (anther) มีสีเหลือ ส่วนเกสรตัวเมีย (pistil) มีส่วนตรงปลายเรียกว่า stigma มีสีม่วงอ่อน อยู่บนก้าน (style) ต่อมากจากรังไข่ (ovary) ซึ่งอยู่เหนือกลีบดอก (superior ovary) รังไข่นี้เมื่อได้รับการผสมแล้ว จะเจริญขึ้นเป็นผล แต่ตามปกติแล้วในสภาพแวดล้อมในประเทศไทยมักจะไม่ค่อยพบว่า มีการผสมของดอกผักตบชวา จึงไม่ค่อยพบเมล็ด (seed) ผักตบชวา ในกรณีที่มีการผสม เมล็ดมีขนาดเล็กมาก สีน้ำตาลเข้ม
หลังจกาที่ดอกบานได้ 48 ชั่วโมง และไม่มีแมลงมาช่วยผสมเกสร จะเกิดการผสมตัวเอง หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ เมล็ดเล็กๆ สีดำจะแก่ และก้านช่อดอกจะโค้งงอลงเบื้องล่าง เมื่อกระเปาะผลแตก เมล็ดก็จะหลุดลงสู่พื้นท้องน้ำ ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะมีเมล็ดตกในโคลนตมใต้พื้นน้ำถึง 18 ล้านเมล็ด และสามารถรักษาความงอกอยู่ได้นานถึง 15 ปี เพราะฉะนั้น ภายใต้พื้นน้ำของดินแดนต่างๆ ที่เคยมีผักตบชวาขึ้นอยู่อาจจะมีเมล็ดผักตบชวาสะสมอยู่นับเป็นพันล้านเมล็ด รอคอยที่จะงอกจากเมล็ดเป็นต้นอ่อนเมื่อถึงคราวจำเป็น

การระบาดของผักตบชวาในประเทศไทย

สาเหตุการระบาดของผักตบชวาในประเทศไทย ผักตบชวาเป็นพืชที่มีการระบาดอย่างกว้างขวางในแทบทุกจังหวัดในประเทศไทย ทั้งๆ มิได้เป็นพืชพื้นเมืองของเราเลย เนื่องจากเป็นพืชที่มีลักษณะดีเด่นหลายประการดังได้กล่าวมากแล้ว ผักตบชวาจึงประสบความสำเร็จในการยังชีพอยู่ในทุกๆ แหล่งที่มันมีโอกาสแพร่กระจายเข้าไป ไม่ว่าจะได้รับการต่อต้านจากมนุษย์สักเพียงใดก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้วว่าไม่มีประเทศใดเลยใน 50 กว่าประเทศ ที่ครั้งหนึ่งผักตบชวาได้แพร่กระจายเข้าไปแล้ว จากประสบความสำเร็จในการกำจัดมันอย่างราบคาบ และไม่ว่าจะมีกฎหมายต่อต้านอย่างแข็งแรงสักเพียงใด อย่างดีที่มนุษย์จะทำได้ในขณะนี้ก็เพียงแต่ควบคุมประชากรของมันให้อยู่ในปริมาณจำกัดที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ สาเหตุของการแพร่กระจายของผักตบชวาในประเทศไทย เพื่อเป็นรากฐานแห่งความรู้ที่จะนำไปใช้ประกอบในการพิจารณาป้องกันกำจัดต่อไป สาเหตุที่สำคัญได้แก่

การนำเข้ามาในประเทศ

นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย เนื่องจากผักตบชวาเป็นพืชที่มีลักษณะทรงพุ่มและใบสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีลักษณะดอกและช่อดอกที่สวยงามมาก คือมีกลีบที่มีลวดลายสวยงาม มีสีฟ้า เป็นช่อตั้ง ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่พบเห็นได้นำไปปลูกตามที่ต่างๆ ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ชวา หรือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน และต่อมาจึงได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ในแถบภูมิภาคนี้ ในประเทศไทย ได้มีผู้นำเข้ามาตั้งแต่ปี 2444 และได้แพร่ออกไปได้รวดเร็วมากจนกระทั่งทางการต้องตราพระราชบัญญัติเป็นพืชต้องห้ามที่ต้องพยายามจำกัดหรือทำลาย เมื่อปี 2456 และมาถึงปัจจุบัน
สาเหตุของการแพร่กระจาย

เนื่องจากผักตบชวาเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่าย จึงทำให้มีผู้นิยมนำไปปลูกกันมากขึ้น ภายในระยะเวลาไม่นานนัก ผักตบชวาก็แพร่หลายทั่วไปจนลงไปถึงแหล่น้ำตามธรรมชาติและยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผักตบชวานี้บนพืชที่ทนทานมาก จึงมีโอกาสแพร่ไปได้ไกลๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนบางคน เช่น
การอนุรักษ์และปลูกเลี้ยงโดยคนบางประเภท ในประเทศไทย เช่นเดียวกันในหลายๆ ประเทศที่รณรงค์กำจัดผักตบชวาอยู่ในขณะนี้ มีบุคคลที่เป็นนักอนุรักษ์นิยม เห็นความสวยงามของผักตบชวาเป็นเรื่องสำคัญกว่าปัญหาที่มันก่อให้เกิดขึ้น คนพวกนี้จะช่วยกันปกป้องมิให้ผักตบชวาถูกกำจัดไปโดยสิ้นเชิงจากการฉีดพ่นยากำจัดวัชพืช หรือโดยวิธีอื่นใด ในการกำจัดผักตบชวาของหน่วยงานบางหน่วย คนงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในโครงการนั้น ก็ทำตัวเป็นอนุรักษ์นิยมจำเป็น แต่ก็เพื่อประโยชน์ของอาชีพของตน เหตุผลง่ายๆ ที่น่าเห็นใจก็คือ หากเขากำจัดผักตบชวาอย่างหมดสิ้นเสียแล้ว ต่อไปจะมีงานที่ไหนให้เขาทำอย่างบต่อเนื่องอีกเล่า
ผู้เลี้ยงหมู นอกจากจะเป็นผู้แพร่พันธุ์ผักตบชวาไปทุกหนทุกแห่งแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นนักอนุรักษ์ผักตบชวาตัวฉกาจ ซ้ำร้ายบางคนถึงกับลงมือนำผักตบชวาจึงนำไปปลูกในที่ต่างๆ เพื่อที่ตนจะได้ไปเก็บมาเลี้ยงหมูได้ทันที จากเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้ผักตบชวามีโอกาสแพร่ไปจนถึงจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วประเทศ และยิ่งถ้าเป็นเมือที่เป็นต้นน้ำลำธารด้วยแล้ว การแพร่กระจายก็ยิ่งเกิดได้ดีมากขึ้น เพราะธรรมชาติจะช่วยพาไปด้วย กล่าวคือ เมื่อผักตบชวาลงไปสู่แม่น้ำลำคลองก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และถูกน้ำพัดไปยังเมืองต่างๆ ทางตอนปลายน้ำ
ผู้เลี้ยงปลาตามแหล่งน้ำสาธารณะบางแห่งได้ใช้ผักตบชวาเป็นที่ล่อปลาให้เข้ามาพำนักอยู่ภายใต้แพผักตบชวา เพราะมีทั้งความร่มเย็น อาหาร และที่หลบซ่อนยอย่างดี ดังเช่น ที่มีการทำพุ่มกล่ำในคลองบางขาม (อำเภอท่าวุ้งและบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี) และที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ในการทำพุ่มกล่ำนั้น ราษฎรจะไม้รวกปักไว้เป็นวงในลำน้ำ แล้วนำเอาผักตบชวา (และวัชพืชน้ำอื่นๆ) เข้าไปปลูกเลี้ยงไว้ในวงพุ่มกล่ำ เมื่อสังเกตว่ามีปลาเข้าไปอาศัยอยู่มากพอแล้วก็เอาตาข่ายไปล้อมพุ่มกล่ำไว้ ดึงผักตบชวาออก แล้วลงมือจับปลาโดยใช้เครื่องมือจับปลา เช่น อวน แห สวิง ในหน้าน้ำ ผักตบชวาจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนชาวบ้างต้องปล่อยผักตบชวาออกไปจากพุ่มกล่ำ แล้วไปทำความเดือดร้อนให้แก่ที่อื่นต่อไป
การพัฒนาแหล่งน้ำ ในระยะหลังนี้ ประเทศไทยได้มีการเร่งพัฒนาไปทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการผลิตพลังงาน ได้มีการดำเนินการกันอย่างกว้างขวางทั่วทุกภาค ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดอ่างเก็บและทะเลสาบต่างๆ มากมาย แหล่งน้ำเหล่านี้ ได้ช่วยให้ผักตบชวามีสถานที่ ที่จะเพาะและขยายพันธุ์ตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผักตบชวาจำนวนมากๆ นี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่แหล่งน้ำนั้นๆ เป็นอเนกประการ และยิ่งกว่านั้น เมื่อหลุดออกจากแหล่งน้ำดังกล่าวนี้ได้ ก็จะไปก่อให้เกิดปัญหาในที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางต่อไป
การเพิ่มพูนอาหารธาตุในน้ำ นอกจาการพัฒนาแหล่งน้ำแล้ว ประเทศไทยยุคปัจจุบันยังได้พัฒนาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ผลอันหนึ่งของการพัฒนาเหล่านี้ก็คือการเพิ่มพูนอาหารธาตุในน้ำ (eutrophication) ซึ่งกลายเป็นปุ๋ยอย่างดีของผักตบชวา เช่น
– การตัดเผาป่าเพื่อใช้ที่ดินเพื่อการกสิกรรมนั้น ได้ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และนำเอาอาหารธาตุซึ่งธรรมชาติได้สะสมไว้เป็นเวลาช้านาน ลงไปสู่ห้วยหนองคลองบึง
– การกสิกรรมสมัยใหม่ นิยมใช้ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชเพื่อช่วยผลผลิต ต่อมาสารเคมีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็จะถูกชะล้างไหลลงไปสู่ห้วยหนองคลองบึงเช่นกัน
– การเลี้ยงปศุสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีสิ่งขับถ่ายซึ่งมักจะมีที่ระบายลงสู่ห้วยหนองคลองบึงอยู่เสมอ
– ประชากรของมนุษย์ที่นับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น ก็มีส่วนช่วยทำให้เกิดความสกปรกโสมมให้แก่แหล่งน้ำจากนั้นทิ้งจากบ้านเรือและสิ่งขับถ่ายประจำวัน
– การพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะอาศัยแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ก็ช่วยทำให้แหล่งน้ำนั้นๆ สกปรกโสมมยิ่งขึ้นจากการปล่อยน้ำทิ้งที่ยังไม่ได้ทำให้สะอาดลงสู่แหล่งน้ำนั้น

การป้องกันการระบาดของผักตบชวา

เนื่องจากพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456 ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน ฉะนั้น เราจึงควรจะช่วยกันป้องกันมิให้มีการแพร่กระจายของผักตบชวาได้อีกต่อๆ ไป จากที่ได้กล่าวแล้ว ผลเสียของผักตบชวานั้น มีมากมาย และได้ก่อให้เกิดปัญหาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาถึง 60 กว่าปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงควรที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ให้หมดสิ้นไป โดยการใช้วิธีการกำจัดวิธีต่างๆ ที่ได้กล่าวแล้ว แต่ละท้องที่อาจเลือกใช้วิธีการกำจัดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์และความเหมาะสมของในแต่ละท้องที่
หลังจากที่ได้ทำการกำจัดแล้ว ก็ควรจะช่วยกันป้องกันมิให้เกิดการแพร่กระจายหรือระบาดของผักตบชวาให้เกิดขึ้นได้อีก ซึ่งสามารถทำไดดังนี้

(1) หมั่นลอกคูคลอง หรือท้องร่วงให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก เพราะผักตบชวาจะเติบโตได้ยากในที่ที่มีน้ำไหลแรง
(2) หมั่นตรวจดูแหล่งน้ำใกล้ๆ บ้านอยู่เสมอ หากพบผักตบชวา ก็ให้ดึงขึ้นจากน้ำและทำลายเสีย โดยการตากแห้งและเผา อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือเขี่ยทิ้งไห้ลอยไปที่อื่นอีกการปฏิบัติเช่นนี้ท่านจะได้ชื่อว่าเป็น “ปัดสวะ”
(3) หากพบเห็นผู้ใดปลูกหรือกักผักตบชวาเอาไว้ใช้ประโยชน์ ก็ควรแนะนำให้รู้ถึงโทษของผักตบชวา และชักชวนให้ช่วยกันทำลายให้หมดสิ้น
(4) หากพบว่ามีแหล่งเพาะขยายพันธุ์ผักตบชวาเกิดขึ้น และเกินกำลังที่จะกำจัดเองได้หมด ก็ให้แจ้งผู้นำชุมชนและช่วยกันกำจัดให้หมดสิ้น
ตามที่ได้กล่าวแล้วทั้ง 4 ข้อ คือ การปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวาซึ่งปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้อยู่ และหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ ดังนั้น ทุกคนจึงควรจะช่วยกันดูแลและตักเตือนผู้ที่ละเมิดพระราชบัญญัตินี้ ให้รู้ถึงโทษและความผิดที่จะได้รับ ก็จะเป็นการช่วยชาติและช่วยตัวเองอย่างมาก

สรุปวิธีการแก้ปัญหาผักตบชวา

แหล่งน้ำที่มีผักตบชวาขึ้นอยู่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถจะใช้ประโยชน์ของแหล่งน้ำนั้นๆ ได้เต็มตามเป้าหมาย เราจึงจำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ก่อนที่จะหาวิธีการ ควรจะพิจารณาถึงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
1. แหล่งน้ำแห่งนั้นมีวัตถุประสงค์จะใช้เพื่ออะไร
2. วิธีการที่จะใช้มีความปลอดภัยต่อตัวท่านเองและสิ่งแวดล้อมเพียงใด
3. วิธีการที่จะใช้นั้น สามารถจนแก้ปัญหาระยะสั้นหรือระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
4. วีธีการนั้นประหยัดเพียงใด
วิธีการแก้ปัญหาผักตบชวามีวิธีการต่างๆ กัน ดังได้กล่าวมาแล้วตอนต้น นอกจานั้น ก็ยังมีวิธีการที่จะกำจัดผักตบชวาโดยการนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับผู้ทีจะทำหน้าที่เป็นผู้นำการพัฒนาชุมชนได้พิจารณา ก่อนที่จะทำการแก้ปัญหาผักตบชวาแต่ละท้องที่
การใช้แรงคนสำหรับการแก้ปัญหาผักตบชวา ควรจะมีโครงการซึ่งจัดทำโดยผู้นำกลุ่มพัฒนาสำหรับแต่ละท้องที่ ซึ่งมีขั้นตอนการทำงานต่างๆ กันออกไป ยกตัวอย่างเช่น
คลองซึ่งใช้สำหรับการคมนาคมทางน้ำ ไม่ควรปล่อยหมีผักตบชวาเลย ในกรณีนี้ โครงการที่จัดทำขึ้นก็ควรจะเป็นโครงการกำจัดผักตบชวาก่อนปฏิบัติการ ควรศึกษาสภาพทั่วๆ ไป เช่น ผักตบชวา มีมากในหน้าน้ำ โดยมาตามคลองระบายน้ำ หน้าแล้ง จะไปค้างอยู่ตามบึง หนอง ต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีโครงการกำจัดผักตบชวาก็ควรทำในหน้าแล้ง โดยจัดการกำจัดผักตบชวาตามบึง หนองต่างๆ เพื่อไม่ให้แพร่กระจายในหน้าน้ำ ซึ่งการกำจัดในหน้านี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นอีกมาก
แหล่งน้ำที่ไม่ใช้การคมนาคม เช่นคูคลองริมถนน ซึ่งเป็นที่รองรับน้ำโสโครกจากบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ในกรณีนี้ โครงงานที่จัดทำขึ้นควรจะเป็นโครงการควบคุมผักตบชวา เพราะผักตบชวา ช่วยทำให้น้ำสะอาดขึ้น และควรจะมีการจัดเก็บผักตบชวาขึ้นเป็นระยะๆ โดยนำผักตบชวาที่เก็บขึ้นไปใช้ประโยชน์ต่างๆ กำหนดระยะเวลาก็สังเกตจากกการเจริญเติบโต ควรเก็บเมื่อโตเต็มที่ เมื่อกันไม่ให้ทับถม ทำให้ดูตื้นเขิน
ท่านมีส่วนช่วยลดปัญหาจากผักตบชวาได้อย่างไร
– ช่วยในการป้องกันการระบาด โดยอย่างน้อยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีที่พักอาศัยอยู่ริมน้ำให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา เช่น ผู้ที่อยู่ริมน้ำควรจะช่วยกันนำผักตบชวาขึ้นไปเผา อย่าปล่อยให้ไปกระจายพันธุ์ได้ในที่อื่นๆ ต่อไป
– หาวิธีการกำจัดผักตบชวาโดยวิธีที่เหมาะสม ตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น เช่น การใช้แรงคนและสัตว์ เก็บหรือตักขึ้นมารทำลาย หรือโดยการนำมาใช้ประโยชน์อย่างง่ายๆ เช่น นำมาทำปุ๋ยหมักสำหรับสวนครัวในบ้าน เพาะเห็ดรับประทานหรือจำหน่ายและทำเป็นเครื่องจักสาน เป็นต้น
ทั้ง 2 ข้อที่กล่าวแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนการแก้ไขระยะยาวนั้น คือการควบคุมที่ปัจจัยการเจริญเติบโตของผักตบชวา อันได้แก่การเพิ่มอาหารธาตุในน้ำซึ่งเกิดได้เพราะในน้ำมีความสกปรกโสมมจากการที่มนุษย์ สัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสียลงไป และจากการทำการเกษตรโดยไม่รัดระวัง วิธีการที่อาจจะทำได้ง่ายๆ ก็คือ
– อย่าตัดถางป่า โดยเฉพาะในที่ลาดเอียงมากๆ ซึ่งควรจะเก็บรักษาไว้เป็นต้นน้ำลำธาร
– แนะนำไม่ให้ผู้ที่อยู่ริมน้ำและที่อื่นๆ ทิ้งหรือถ่ายสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ
– ช่วยกันต่อต้านการปล่อยน้ำเสียงลงแหล่งน้ำสาธารณะของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ และของคอกปศุสัตว์
– ถ้าผักตบชวาลอยผ่านที่ของผู้ใด ควรจะช่วยกันเก็บขึ้น ไม่ควรจะปล่อยให้ลอยน้ำต่อไปแบบปัดสวะ ซึ่งจะเป็นการปล่อยให้ไปแพร่ขยายพันธุ์มากขึ้นต่อไป

Hits: 3738