ประวัติความเป็นของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ฉะเชิงเทรา″ กับ “แปดริ้ว” คือสองชื่อที่เรียกขานเมืองนี้ “ฉะเชิงเทรา” เป็นชื่อที่ใช้ในทางราชการ ส่วน “แปดริ้ว”เป็นภาษาท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้เรียกกันมาช้านาน ซึ่งทั้งสองชื่อต่างก็มีเรื่องเล่าขานถึงความเป็นมาอย่างหลากหลายและมีสีสัน
ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” มีต้นเค้าหนึ่งมาจากหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความพาดพิงถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า “…ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้าง ชื่อเขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร แปดริ้วเป็นชื่อไทย…” นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านจึงมีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “สตึงเตรง” หรือ “ฉ่ทรึงเทรา” ซึ่งแปลว่า “คลองลึก” ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้น เมืองนี้เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า “คลองลึก” หรือคลองใหญ่ ตามลักษณะที่มองเห็น และด้วยอิทธิพลเขมรจึงไดเรียกชื่อแม่น้ำเป็นภาษาเขมรว่า “สตรึงเตรง” หรือ “ฉ่ทรึงเทรา” ครั้งเรียกกันไปนานๆ เสียงก็เพี้ยนกลายเป็น “ฉะเชิงเทรา” เมืองที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำก็พลอยได้ชื่อว่า “ฉะเชิงเทรา” ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากมักมีความเห็นต่างอกไปว่า ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนจาก “แสงเชรา” หรือ “แซงเซา” หรือ “แสงเซา” อันเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปตีได้ ตามที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้มากกว่า เพราะการออกเสียงใกล้เคียงกันมาก ยิ่งเมื่อประกอบความคิดที่ว่า เมืองตั้งขึ้นในตอนต้นกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเวลาที่ชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ น่าจะเป็นคำไทยหมดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างนนทบุรี นครไชยศรีและสาครบุรี ซึ่งล้วนแต่มีเชื้อสายไทยอิทธิพลอินเดีย ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าเมืองนี้ไม่ใช่คำเขมร หากแต่เป็นคำไทยที่เพี้ยนมาขากชื่อเมืองในพงศาวดารนี่เอง

ส่วนความเป็นมาของชื่อ “แปดริ้ว” ก็มีเล่าขานกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่าที่ได้ชื่อว่าเมืองแปดริ้ว ก็เพราะขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนที่ชุกชุมเมื่อนำมาแล่ จะต้องแล่ถึงแปดริ้ว หรือไม่ก็ว่ามาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง “พระรถเมรี” เล่าว่ายักษ์ฆ่านางสิบสองแล้วชำแหละศพออกเป็นชิ้น ๆ รวมแปดริ้ว ทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด
สำหรับข้อสันนิษฐานการตั้งเมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะหัวเมืองชั้นในหรือเมืองจัตวา ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑) แต่สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏชัดเจนในสมัยพระนเรศวรมหาราชที่ใช้เมืองฉะเชิงเทราเป็นที่รวบรวมไพร่พล
เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๖ ด้วยชัยภูมิของเมืองที่เหมาะแก่การทำสงครามกองโจร ทำให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้ป้องกันศัตรู ปกป้องเมืองหลวง จวบจนสู่การปกครองระบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และในปี พ.ศ.๒๔๗๖ มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค คำว่าเมืองเปลี่ยนเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ครองเมือง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งภาคครั้งสุดท้ายของไทย ฉะเชิงเทราได้รับเลือกเป็นสถานที่ภาคมีเขตความรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งนับเป็นบทบาทที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การปกครองของจังหวัดฉะเชิงเทรา

จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ เมืองแปดริ้ว เป็นจังหวัดทางภาคตะวันออก ที่อยู่ติดกับกรุงเทพมหานคร มีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง การเดินทางเข้าถึงตัวจังหวัดสะดวก มีเส้นทางให้เลือกหลายเส้นทาง มีรถโดยสาร และรถไฟที่สุดปลายทางที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทราเลย เที่ยวรถไฟก็มีตลอดทั้งวัน ผู้ที่ต้องการมาเที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับ (One-Day Trip) ขับรถมาเที่ยวได้แบบไม่เหนื่อยจนเกินไป ส่วนใหญ่จะมาแวะกราบสักการะ “หลวงพ่อโสธร” พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธา ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแปดริ้ว และพุทธศาสนิกชนชาวไทย จนได้ปรากฏอยู่ในคำขวัญของจังหวัดที่ว่า

“แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤาไนป่าสมบูรณ์”

อาณาเขตของจันทบุรี ที่ติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง คือ
– ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี
– ทิศใต้ ติดทะเลอ่าวไทย จังหวัดชลบุรี ระยอง และจันทบุรี
– ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดจันทบุรี
– ทิศตะวันตก ติดกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ

การแบ่งเขตการปกครอง
จังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 93 ตำบล 859 หมู่บ้าน โดยมีอำเภอที่ใหญ่ที่สุดคืออำเภอสนามชัยเขต อำเภอที่เล็กที่สุดคืออำเภอคลองเขื่อน และมีอำเภอบางปะกง เป็นส่วนที่ติดกับทะเลอ่าวไทย โดยอำเภอต่างๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีดังนี้

1. อำเภอเมือง
2. อำเภอบางคล้า
3. อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
4. อำเภอคลองเขื่อน
5. อำเภอบ้านโพธิ์
6. อำเภอบางปะกง
7. อำเภอราชสาส์น
8. อำเภอพนมสารคาม
9. อำเภอสนามชัยเขต
10. อำเภอแปลงยาว
11. อำเภอท่าตะเกียบ

อาชีพหลักของประชาชนฉะเชิงเทรา
อาชีพของชาวแปดริ้วส่วนใหญ่ทำด้านการเกษตร เน้นการทำนาปลูกข้าว ปลูกพืชสวน เช่นมะม่วง มะพร้าวอ่อน ยางพารา มันสำปะหลัง เลี้ยงปลาน้ำจืด กุ้งน้ำจืด กุ้งทะเล เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ ในอดีตนิยมปลูกอ้อยกันมาก เคยมีโรงหีบอ้อยมากกว่า 20 โรง และเคยเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ปัจจุบันผลิตผลที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด ได้แก่ ข้าว (พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105) ไข่ไก่ มะม่วง* มะพร้าวอ่อน อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมาก ยางพารา สับปะรด ไก่เนื้อ เป็นต้น

มะม่วงเป็นผลไม้ที่ปลูกมากในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะในอำเภอบางคล้า รองลงมาเป็นอำเภอราชสาส์ พนมสารคาม แปลงยาว ท่าตะเกียบ สนามชัยเขต และคลองเขื่อน พันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ พันธุ์นำ้ดอกไม้เบอร์ 4 ที่ให้ผลตลอดทั้งปี มีขนาดผลพอเหมาะกับความต้องการของตลาด ผลสีเหลืองสวย เมื่อสุกมีรสชาติหวานอร่อย นิยมทานกับข้าวเหนียวมูน พันธุ์ที่นิยมปลูกรองลงมาคือ น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย แรด มันเดือนเก้า ฟ้าลั่น โชคอนันต์ มะม่วงขายตึก เป็นต้น มะม่วงจากฉะเชิงเทรามีจำหน่ายทั้งในประเทศ และส่งออก ไปญี่ปุ่น โซนยุโรป และอเมริกา มะม่วงจะให้ผลผลิตมากในช่วงเดือนเมษายน (โดยเฉพาะช่วงต้น-กลางเดือน) แต่ละอำเภอจึงมักจะมีการจัดงานเทศกาลมะม่วง และของดีแปดริ้วในช่วงเดือนเมษายนด้วย

การเดินทางฉะเชิงเทรา
เนื่องจากฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ การเดินทางจึงค่อนข้างสะดวก มีตัวเลือกทั้งรถประจำทาง รถไฟ และรถตู้ คอยให้บริการ นอกจากนี้การขับรถส่วนตัวก็ทำได้ง่าย มาได้ทั้งเส้นบางนา-ตราด เส้นมอเตอร์เวย์ และ เส้นสุวินทวงศ์ โดยที่ใช้เวลาขับรถเพียง 30-50 นาทีก็ถึงตัวเมืองฉะเชิงเทราแล้ว (เว้นแต่ว่ารถจะติด) ส่วนการเดินทางภายในจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น หากไม่ได้ขับรถส่วนตัวมา ก็จะมีรถสองแถวหลากหลายแส้นทาง คอยให้บริการตั้งแต่เช้าจรดเย็น หากมากันเป็นกลุ่มก็สามารถเจรจา เพื่อเหมารถไปตามจุดต่าง ๆ แบบที่มีความสะดวกสบายและเป็นส่วนตัวได้

สถานที่ท่องเที่ยวฉะเชิงเทรา
คนจำนวนมากที่แวะเวียนมาเที่ยวฉะเชิงเทรานั้น มักจะมีจุดหมายที่เหมือนกัน คือ วัดหลวงพ่อโสธร เพราะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมาก การมาสักการะบูชา จึงถือเป็นการเสริมความมีสิริมงคลในชีวิตนั่นเอง แต่ว่านอกจากวัดหลวงพ่อโสธรแล้ว ฉะเชิงเทรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้แวะชมอีกมากมาย โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวที่เยวข้องกับวัดในรูปแบบต่าง ๆ มีกระจายอยู่แทบจะทั่วทั้งจังหวัดเลย ซึ่งไม่ใช่แค่การไปไหว้พระ เพื่อให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิตเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว วัดเหล่านั้นยังมีความสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์อีกด้วย นอกจากนี้ที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ให้ได้ชมวิวทิวทัศน์ หรือแบบที่เหมาะสำหรับเด็ก ได้เล่นกับสัตส์ต่าง ๆ อย่าง สวนปาล์มฟาร์มนก และมินิมูร่าฟาร์ม ก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน

ร้านอาหารฉะเชิงเทรา
ในจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น มีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งร้านอาหารแนะนำก็มีกระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของจังหวัดอยู่แล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกแวะร้านที่อยู่ใกล้ ๆ กับจุดท่องเที่ยวได้ไม่ยาก โดยที่รายการอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองฉะเชิงเทรานั้น ก็คือ กุ้งแม่น้ำ ปลาเขื่อน ปลาแม่น้ำ ปลากระพงขาว ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถจับได้ตามธรรมชาติ จากแม่น้ำบางปะกง จึงทำให้มีรสชาติอร่อยไม่เหมือนกับ แบบที่ถูกเลี้ยงไว้ตามฟาร์มต่าง ๆ นั่นเอง หากใครกำลังจะแวะเวียนมาเที่ยวฉะเชิงเทรา แล้วอยากรู้ว่ามีร้านอาหารแนะนำอะไรเด็ด ๆ บาง

ที่พักฉะเชิงเทรา
แม้ว่าเมืองแปดริ้วจะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมาก แต่ในบางครั้งเราก็มีโอกาส ที่ต้องมาใช้บริการที่พักของจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่บ้าง ซึ่งโอกาสเหล่านั้นอาจจะเป็นธุระปะปังแถว ๆ นี้ หรือความรู้สึกอยากมาเปลี่ยนบรรยากาศความวุ่นวาย มาพักผ่อนแบบธรรมชาติ ๆ ริมแม่น้ำบางปะกง ให้รู้สึกกระปรี้ประเปร่าก่อนต้องกลับสู่สังคมเมืองอีกครั้ง โดยที่ที่พักส่วนใหญ่ของที่นี่ จะเป็นที่พักในลักษณะแบบรีสอร์ท มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งแบบในสวน ริมแม่น้ำ และ ริมเขื่อน จึงทำให้ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยว ได้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

ลักษณะภูมิอากาศ
กุมภาพันธ์-พฤษภาคม เป็นช่วงฤดูร้อน มีอากาศอบอ้าว และร้อนจัดเป็นบางวัน
พฤษภาคม-ตุลาคม เป็นช่วงฤดูฝน มีฝนตกหนักบางพื้นที่ และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันในแถบพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำได้
พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูหนาว มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ทำให้อากาศเย็นสบายกำลังดี ไม่หนาว และมักมีหมอกในตอนเช้า

ลักษณะภูมิประเทศ
จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ประมาณ 5,370 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำ ผืนดินมีความชุ่มน้ำเอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว สวนผลไม้ และไร่อ้อย มีลำน้ำบางปะกง เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงผู้คนตลอดลำน้ำ ทำให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีกุ้งปลา ในนามีข้าวเขียวขจี มีภูเขาบ้าง แบบไม่สูงมากนัก มีพื้นที่เพียงเล็กน้อยทางทิศใต้ที่ติดทะเล เป็นบริเวณปากอ่าวที่แม่น้ำบางปะกงไหลออกสู่อ่าวไทย ป่าไม้ก็มีในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนที่เป็นป่ารอยต่อ 5 จังหวัด
บริเวณพื้นที่ของจังหวัดฉะเชิงเทรามีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ปากแม่น้ำ และที่ราบสูง เทือกเขาและป่าไม้ ดังนี้

พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ
พื้นที่ส่วนใหญ่ในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีแม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำสายหลักสายใหญ่พาดผ่านกลางจังหวัด แม่น้ำสายนำคัญนี้ไหลลงมาจากทางตอนบน เมื่อมาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เป็นเขตที่ราบต่ำมาก ทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลง จนน้ำเปลี่ยนทิศทาง เกิดเป็นลำน้ำที่มีความคดเคี้ยวมาก เมื่อลำน้ำผ่านตัวเมืองแล้ว ไหลออกอ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง นอกจากนี้ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังมีคูคลองมากมายหลายสาย ทั้งคลองธรรมชาติ และคลองที่ขุดขึ้น จึงทำให้จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นเขตเศรษฐกิจทางเกษตรกรรม แหล่งผลิตข้าว ผลไม้ ยางพารา และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด

พื้นที่ปากแม่น้ำ
จังหวัดฉะเชิงเทรามีอำเภอที่ติดกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เพียงอำเภอเดียว คือ อำเภอบางปะกง โดยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลประมาณ 12 กิโลเมตร ด้านหนึ่งติดกับชายฝั่งของจังหวัดสมุทรปราการ และอีกฝั่งติดกับจังหวัดชลบุรี

ที่ราบสูง เทือกเขา และป่าไม้
ส่วนที่เป็นพื้นที่สูง เทือกเขา และป่าไม้ ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด เช่น ในตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบ เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ที่เป็นป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ระยอง และชลบุรี

จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มี 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม แม้แต่ในแม่น้ำบางปะกงเอง ยามหน้าแล้ง น้ำจืดทางตอนบนน้อย ทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มหนุนเข้ามาในแม่น้ำเยอะ จนเคยเกิดปัญหาน้ำในแม่น้ำเค็มจัดมาแล้ว สำหรับแม่น้ำ และลำคลองที่สำคัญในจังหวัด ได้แก่

1. แม่น้ำบางปะกง
เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของภาคตะวันออก มีแหล่งต้นน้ำมาจากเทือกเขาสันกำแพง และเทือกเขาจันทบุรี กลายมาเป็นแม่น้ำปราจีนบุรี และมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ที่มาจากเขาใหญ่ แม่น้ำสองสายนี้ไหลมารวมกันที่บริเวณ “ปากน้ำโยธะกา” อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี จากนั้นลำน้ำได้ไหลผ่านตัวเมืองฉะเชิงเทรา และลงสู่ทะเลอ่าวไทย เป็นช่วงที่ลำน้ำแบ่งเขตรอยต่อตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง กับตำบลหนองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ความยาวของแม่น้ำบางปะกงจากปากน้ำโยธะกา จนกระทั่งออกอ่าวไทยมีความยาวประมาณ 122 กิโลเมตร
แม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำที่มีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มผสมกัน ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศน์เฉพาะตัว เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำนานาชนิด รวมถึงมีโลมาอิรวดี ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำด้วย

2. คลองท่าลาด
เป็นคลองที่มาจากอ่างเก็บน้ำคลองระบม ในอำเภอสนามชัยเขต กับอ่างเก็บน้ำสียัด ในอำเภอท่าตะเกียบ ไหลผ่านอำเภอราชสาส์น และอำเภอพนมสารคาม จนมารวมกับแม่น้ำบางปะกงที่ตำบลปากน้ำ บริเวณอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในอำเภอบางคล้า ซึ่งชาวบ้านมักเรียกบริเวณนี้ว่า “ปากน้ำโจ้โล้”

3. คลองแสนแสบ
เป็นคลองขุดที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบ 180 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2380 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงดำริให้ขุดคลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยา กับแม่น้ำบางปะกง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการส่งกำลังทหาร เสบียงอาหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรบ ครั้งที่ไทยเคยมี “สงครามอานามสยามยุทธ” กับญวน (เวียดนาม) การขุดคลองแสนแสบได้เกณฑ์ชาวมลายู (ปัตตานี) ญวน และชาวจีนรับจ้าง มาทำการขุด มีระยะทางประมาณ 72 กิโลเมตร โดยเริ่มจากชุมชนบ้านครัว ในเขตปทุมวัน (ย่านประตูน้ำ) ผ่านบางกะปิ หัวหมาก มีนบุรี หนองจอก และไปบรรจบกับแม่น้ำบางประกงตรงวัดปากคลองบางขนาก ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา (ช่วงปลายคลองแสนแสบ มักเรียกว่า “คลองบางขนาก”)
ส่วนชื่อคลอง “แสนแสบ” นั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีที่มาอย่างไร สันนิษฐานว่า เป็นการเรียกตามความรู้สึกของชุมชนในระแวกนั้น จากบันทึกของนักสำรวจชาวอังกฤษกล่าวถึงคลองแสนแสบว่า เป็นคลองที่ตัดผ่านทุ่งราบในชนบท และป่าจากที่ขึ้นอยู่ตามริมลำน้ำ คนพื้นเมืองในขณะนั้นมักต้องใช้มือข้างหนึ่งคอยปัดยุงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีข้อสันนิฐานหนึ่งกล่าวว่า ชื่อคลองแสนแสบนั้น อาจมาจากความแสบคันของชาวบ้านที่โดนยุงกัดจนแสบไปหมดก็ได้ นอกจากนี้บ้างก็ว่า คำว่าแสนแสบ เป็นภาษามลายู มาจากคำว่า “สุไหง เซนแญป” ที่แปลว่าคลองที่เงียบสงบ เพราะคนที่ขุดคลองแสนแสบส่วนใหญ่จะเป็นชาวมลายู ปัตตานี เคยอยู่ริมชายฝั่งที่มีเสียงคลื่น เมื่อต้องมาขุดคลองริมทุ่ง ทำให้รู้สึกว่าเงียบกว่าริมทะเล

4. คลองนครเนื่องเขต
เป็นคลองที่เริ่มขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2419 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เห็นว่าคลองแสนแสบที่ขุดไว้เดิมนั้น หากใช้เป็นเส้นทางคมนาคม ก็ยังคงมีระยะทางไกลจากตัวเมืองฉะเชิงเทรา จึงทรงรับสั่งให้ขุดคลองนครเนื่องเขตแยกจากคลองแสนแสบในเขตหนองจอก ลงมาทางใต้ ผ่านเข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทราตรงคลองหลวงแพ่ง ยาวจนไปเชื่อมต่อกับคลองท่าไข่ ที่เป็นจุดที่ไหลออกไปยังแม่น้ำบางปะกง (ตรงแถวสะพานวรรณยิ่ง) ในอำเภอเมือง มีระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร
คลองนครเนื่องเขต ในปัจจุบันเป็นคลองที่ขนานกับถนนสุวินทวงศ์ที่ตัดขึ้นภายหลัง คำว่า “นครเนื่องเขต” นั้น มีความหมายว่า สุดเขตพระนคร ผู้ที่อาศัยอยู่ริมคลองมีทั้งชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน ใช้ลำคลองเป็นเส้นทางการค้าขาย ทางคมนาคม เป็นแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ในการทำเกษตรกรรม และช่วยเป็นเส้นทางระบายน้ำในช่วงหน้าฝน บนลำคลองสายนี้ยังมี “ตลาดโบราณนครเนื่องเขต” เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดฉะเชิงเทราอีกด้วย

5. คลองประเวศบุรีรมย์
เป็นคลองที่เริ่มขุดในช่วงปี พ.ศ.2421-2423 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งมอบหมายให้เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นผู้ดูแลการขุดคลองจากคลองพระโขนง ไปเชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกง โดยพระองค์ทรงพระราชทานเงินจากพระคลังส่วนหนึ่ง และทรงให้ราษฎรช่วยออกค่าขุดคลอง โดยแลกกับการจับจองที่ดินบริเวณริมคลองแทน
คลองประเวศบุรีรมย์ เป็นคลองที่ขุดขึ้นตามแนวตะวันออก-ตะวันตก ต่อมามีถนนลาดกระบัง ตัดคู่ขนานกับลำคลองจนเข้าเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ตรงที่ตัดกับคลองหลวงแพ่ง คลองประเวศบุรีรมย์ขนานไปกับถนนสายเทพราช-ลาดกระบัง จนบรรจบกับแม่น้ำบางปะกงที่ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

6. คลองหลวงแพ่ง
เป็นคลองขุดในแนวทิศเหนือ-ทิศใต้ เชื่อมจากคลองนครเนื่องเขต ลงมายังคลองประเวศบุรีรมย์ ใช้ชื่อตาม “หลวงแพ่ง” ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการดูแลในการขุดคลอง เดิมบริเวณนี้อยู่ในแขวงมีนบุรี หรือบริเวณที่เรียกว่าทุ่งแสนแสบ ปัจจุบันคลองหลวงแพ่ง ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร กับจังหวัดฉะเชิงเทรา ในบริเวณที่คลองหลวงแพ่งมาบรรจบกับคลองประเวศฯ นี้ ยังคงมีชุมชนเก่าแก่ ที่เคยเป็นตลาดทางน้ำ และศูนย์กลางค้าขายที่คึกคัก ก่อนที่การคมนาคม จะเปลี่ยนมาใช้ถนนลาดกระบัง แนวถนนลาดกระบังในช่วงนี้ จึงพลอยถูกเรียกกันว่า “ถนนหลวงแพ่ง” ไปด้วย
ถนนหลวงแพ่ง อยู่ในเขตลาดกระบัง มีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร นับตั้งแต่ ช่วงสะพานข้ามคลองหัวตะเข้ จนถึงสะพานข้ามคลองกาหลง ซึ่งเป็นจุดที่เข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา และเรียกถนนช่วงถัดไปว่า “ถนนเทพราช-ลาดกระบัง”

7. คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต
เป็นคลองที่ขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2430 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่พระองค์เจ้าไชยานุชิต ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลด้านการขุดคลองของกรมชลประทาน และได้ดำเนินการขุดคลองเชื่อมต่อคลองในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมระหว่างคลองแสนแสบ ลงมาต่อกับคลองเนื่องเขต และคลองประเวศบุรีรมย์ จนไปเชื่อมต่อกับคลองสำโรง ที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ชาวบ้านมักจะเรียกสั้นๆ ว่า “คลองเจ้า” เป็นคลองขนาดกว้าง 40-60 เมตร ช่วยในการระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

Hits: 3320